1. ทฤษฎีความต้องการความสุขส่วนตัว (อบรม สินภิบาล, ม.ป.ป.) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าคนทุกคนมีความต้องการแสวงหาความสุขส่วนตัว ลักษณะความต้องการแสวงหาความสุขจึงเป็นแรงจูงใจหรือตัวเร้าที่ทำให้บุคคลได้มีการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ
2. ทฤษฎีสัญชาตญาณ (สุชาดา สุธรรมรักษ์, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวคนมาตั้งแต่กำเนิดทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆโดยไม่จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู
3. ทฤษฎีแรงขับ(โยธิน ศันสนยุทธ, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าพฤติกรรมและการกระทำของคนมีส่วนสัมพันธ์แรงขับภายในของแต่ละบุคคลแรงขับมีลักษณะที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือแรงขับภายในร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการของร่างกายและแรงขับภายนอกร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการทางสติปัญญา
อารมณ์และสังคม
4. ทฤษฎีความคาดหวัง (Hilgard, 1962) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าถ้าความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับแตกต่างมากคนเราจะเกิดความผิดหวังหมดกำลังใจการจัดความคาดหวังหรือการตั้งจุดมุ่งหมายของคนเราให้อยู่ในระดับความสามารถที่เขาจะทำได้สำเร็จ
ภาพที่6.1 ทฤษฎีลำดับขั้นแรงจูงใจของมาสโลว์(Maslow)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Maslow%27s_hierarchy_of_needs.svg
แรงจูงใจลำดับที่ 1 คือ แรงจูงใจพื้นฐานที่มนุษย์ต้องได้รับการตอบสนองเป็นแรงจูงใจทางสรีรวิทยา เช่น มีอาหารรับประทานไม่โหยหิว มีที่อยู่อาศัยมียารักษาโรคมีเครื่องนุ่งห่มกันร้อนกันหนาวฯลฯ
จึงพัฒนาความต้องการประเภทอื่นๆตามมา
จึงพัฒนาความต้องการประเภทอื่นๆตามมา
แรงจูงใจลำดับที่ 2 คือ แรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเองและทรัพย์สินเมื่อต้องการอันดับแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ก็เกิดความต้องการที่จะรักษาชีวิตทรัพย์สินและสิ่งอื่นของตนให้มั่นคงปลอดภัย
แรงจูงใจลำอันดับที่ 3 คือ แรงจูงใจเพื่อเป็นเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนมีชาติตระกูลมีครอบครัวมีสถาบันมีครูมีโรงเรียนมีที่ทำงาน ฯลฯ กับความต้องการถูกรักและได้รักจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำอันดับที่ 4 คือ แรงจูงใจเพื่อการแสวงหาและรักศักดิ์ศรีเกียรติยศทั้งด้วยส านึกของตนเองและ ด้วยการกล่าวขวัญยกย่องเชิดชูจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำดับที่ 5 คือ แรงจูงใจเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัติตนตามความสามารถและสุดความสามารถโดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ

