แรงจูงใจ

        สิ่งที่กำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจที่จะกระทำ
( Direction and intensity) ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรม
มนุษย์แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆและความตั้งใจที่จะประพฤติหรือพยายาม  
ที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์ ดังนั้น แรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางและระดับ  ความตั้งใจความพยายามที่จะกระทำมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำหรือปฏิบัติ 
ในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพและความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬา
แรงจูงใจถือได้ว่าเป็นหัวใจของจิตวิทยาการกีฬาเพราะแรงจูงใจเกี่ยวข้องต่อเนื่องตลอดชีวิตของการเป็นนักกีฬาและเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการกระทำพฤติกรรมและความสามารถของมนุษย์แรงจูงใจในการเล่นกีฬาเกี่ยวข้องนับตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าร่วมจนเริ่มเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย

 แรงจูงใจที่ดีควรมีแรงกระตุ้นที่อยู่ในระดับที่พอเหมาะกล่าวคือไม่สูงหรือไม่  ต่ำจนเกินไปดังที่กล่าวไปแล้วแรงกระตุ้นมีค่าเป็นศูนย์เป็นกลาง ( neutral)  แต่เมื่อบวกกับความคิดและอารมณ์จะทำให้แรงกระตุ้นนั้นเป็นได้ทั้งบวกและ  ลบถ้าเป็นบวกเรียกว่าแรงจูงใจแต่ในทางตรงข้ามหากแรงกระตุ้นบวกกับความคิดที่เป็นลบจะเรียกว่าความวิตกกังวล

ความหมายของแรงจูงใจ

       จากการศึกษาและค้นคว้าได้มีผู้ให้ความหมายของแรงจูงใจไว้มากมายดังตัวอย่างที่ยกมา ดังนี้

อร่าม  ตั้งใจ (2539) กล่าวว่า แรงจูงใจในการกีฬา หมายถึง สิ่งที่กระตุ้นเร้าให้เราต้องมีส่วนร่วมในการกีฬาการที่คนเราอยากหรือไม่อยากเล่นกีฬานั้นไม่ได้ทำให้สมรรถภาพทางการกีฬาดีขึ้นแต่ถ้าอยากเล่น พอใจที่จะเล่นทำให้มีความพยายามมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อพบอุปสรรคก็ไม่หยุดเล่นกีฬาไปง่าย


สืบสาย บุญวีรบุตร (2541) กล่าวว่า แรงจูงใจ คือสิ่งที่กำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจที่จะกระทำหรือการประพฤติ

(Direction and intensity)
ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรมมนุษย์แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆ และความตั้งใจที่จะประพฤติหรือพยายามที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์ 
ดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจความพยายามที่จะกระทำมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำหรือปฏิบัติในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพและความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาจากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปความหมายของแรงจูงใจได้ว่าเป็นการกระตุ้น หรือ เร้าเพื่อช่วยให้เกิดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จบรรลุเป้าหมายมีแนวทางอันแน่นอน ซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการของตัวผู้กระทำเองหรือผู้กระทำได้รับสิ่งเร้าภายนอกการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนมีสาเหตุมาจากแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรม

แมร์ (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2542 ; อ้างอิงจาก Maire. n.d.) 
กล่าวว่า การจูงใจเป็นกระบวนการซึ่งการแสดงออกของพฤติกรรมได้รับอิทธิพลจากจุดมุ่งหมายที่พฤติกรรมนั้นมุ่งไปสู่จุดหมาย 


ความสาคัญของแรงจูงใจ

แรงจูงใจ มีความสาคัญโดยตรงต่อพฤติกรรมของบุคคลเพราะแรงจูงใจจะเป็นทั้งสภาวะที่ผลักดันและดึงให้บุคคลแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันซึ่งการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลจึงต้องทำความเข้าใจกับแรงจูงใจของคนๆนั้นว่าบุคคลนั้นมีแรงจูงใจอยู่ในประเภทใดระดับใด

(มุกดา ศรียงค์, 2540) ดังนั้น การทำความเข้าใจกับกระบวนการจูงใจ แนวคิดและทฤษฎีของแรงจูงใจจะช่วยให้บุคคลได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆคือ
1.เข้าใจในพฤติกรรมของตนเองจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมตนให้สามารถเลือกพฤติกรรมให้ เหมาะสมและบังคับมิให้ตนเองแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาได้
2.เข้าใจในพฤติกรรมของผู้อื่นอันจะช่วยให้คนเราควบคุมพฤติกรรมของบุคคลอื่นได้ด้วย
3.เข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มสังคมเพื่อสร้างสถานการณ์จูงใจให้กลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมไปในแนวทางที่ถูกต้องดังนั้นการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากแรงจูงใจทั้งสิ้นเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์ จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์การจูงใจไม่ใช่ตัวพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่สามารถมองเห็นได้โดยตรงแต่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยอธิบายขั้นตอนการเกิดพฤติกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แหล่งที่มาhttps://www.youtube.com/watch?v=VqEsKfTmEKw&t=8s

ทฤษฎีแรงจูงใจ

นักจิตวิทยาได้นาองค์ประกอบทางด้านความต้องการพื้นฐานด้านชีววิทยาด้านอารมณ์ด้านสติปัญญาและองค์ประกอบด้านสังคมมาเป็นแนวคิดในการสร้างทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าทำไมมนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมที่แสดงอยู่ความเป็นจริงแล้วไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่สามารถอธิบายทุกด้านของแรงจูงใจได้ทั้งหมดดังทฤษฎีแรงจูงใจต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ทฤษฎีความต้องการความสุขส่วนตัว (อบรม สินภิบาล, ม.ป.ป.) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าคนทุกคนมีความต้องการแสวงหาความสุขส่วนตัว ลักษณะความต้องการแสวงหาความสุขจึงเป็นแรงจูงใจหรือตัวเร้าที่ทำให้บุคคลได้มีการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ

2. ทฤษฎีสัญชาตญาณ (สุชาดา สุธรรมรักษ์, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวคนมาตั้งแต่กำเนิดทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆโดยไม่จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู
3. ทฤษฎีแรงขับ(โยธิน ศันสนยุทธ, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าพฤติกรรมและการกระทำของคนมีส่วนสัมพันธ์แรงขับภายในของแต่ละบุคคลแรงขับมีลักษณะที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือแรงขับภายในร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการของร่างกายและแรงขับภายนอกร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการทางสติปัญญา
อารมณ์และสังคม 
4. ทฤษฎีความคาดหวัง (Hilgard, 1962) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าถ้าความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับแตกต่างมากคนเราจะเกิดความผิดหวังหมดกำลังใจการจัดความคาดหวังหรือการตั้งจุดมุ่งหมายของคนเราให้อยู่ในระดับความสามารถที่เขาจะทำได้สำเร็จ
ภาพที่6.1 ทฤษฎีลำดับขั้นแรงจูงใจของมาสโลว์(Maslow) ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Maslow%27s_hierarchy_of_needs.svg
แรงจูงใจลำดับที่ 1 คือ แรงจูงใจพื้นฐานที่มนุษย์ต้องได้รับการตอบสนองเป็นแรงจูงใจทางสรีรวิทยา เช่น มีอาหารรับประทานไม่โหยหิว มีที่อยู่อาศัยมียารักษาโรคมีเครื่องนุ่งห่มกันร้อนกันหนาวฯลฯ 
จึงพัฒนาความต้องการประเภทอื่นๆตามมา

แรงจูงใจลำดับที่ 2 คือ แรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเองและทรัพย์สินเมื่อต้องการอันดับแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ก็เกิดความต้องการที่จะรักษาชีวิตทรัพย์สินและสิ่งอื่นของตนให้มั่นคงปลอดภัย 

แรงจูงใจลำอันดับที่ 3 คือ แรงจูงใจเพื่อเป็นเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนมีชาติตระกูลมีครอบครัวมีสถาบันมีครูมีโรงเรียนมีที่ทำงาน ฯลฯ กับความต้องการถูกรักและได้รักจากผู้อื่น 


แรงจูงใจลำอันดับที่ 4 คือ แรงจูงใจเพื่อการแสวงหาและรักศักดิ์ศรีเกียรติยศทั้งด้วยส านึกของตนเองและ ด้วยการกล่าวขวัญยกย่องเชิดชูจากผู้อื่น

แรงจูงใจลำดับที่ 5 คือ แรงจูงใจเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัติตนตามความสามารถและสุดความสามารถโดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ 



ประเภทของแรงจูงใจ

     แรงจูงใจไม่เพียงแต่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรมที่ต่างกันเท่านั้น แรงจูงใจยังเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดความต้องการหรือความโน้มเอียงที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมมุ่งจุดมุ่งหมายอีกด้วยจากเหตุผลนี้เองจึงทำให้มีผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจเป็นอย่างมากและได้พยายามจำแนกประเภทของแรงจูงใจไปตามแรงจูงใจต่างๆ ดังนี้ 
นักจิตวิทยาได้พยายามใช้หลักเกณฑ์ต่างๆในการจำแนกประเภทของแรงจูงใจวิธีการหนึ่งคือการแบ่งออกตามพื้นฐานของการเกิดแรงจูงใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่ดีทำด้วยความเต็มใจโดยถือว่าการบรรลุในกิจกรรมนั้นเป็นรางวัลอยู่แล้ว
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในมี 3 ประการ
1.1 ความสนใจ
1.2 ความต้องการ
1.3 ทัศนคติ


2. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกมาเพราะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเร้าไม่ได้ทำเพื่อความสำเร็จในสิ่งนั้นเลย เช่นการกระทำเพื่อต้องการรางวัล ตำแหน่ง และ เกรด เป็นต้น 
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายนอกมี 3 ประการคือ
2.1 เป้าหมาย
2.2 การรู้เรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้า
2.3 สิ่งจูงใจ

องค์ประกอบที่มีผลต่อแรงจูงใจ

        อารี พันธุ์มณี (2534) กล่าวว่า แรงจูงใจจัดว่ามีผลต่อการเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลเป็นอันมากเพราะการที่บุคคลเกิดแรงจูงใจในการที่จะกระทำพฤติกรรมย่อมจะทำให้พฤติกรรมหรือการเรียนรู้ใน สิ่งนั้นๆย่อมมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าบุคคลที่ไม่เกิดแรงจูงใจลักษณะของแรงจูงใจของบุคคลจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ธรรมชาติของแต่ละบุคคลทุกคนมีธรรมชาติของคนแตกต่างกับคนอื่น หรือ มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งประกอบด้วย
      1.1 แรงขับ แรงขับของบุคคลจัดว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการเกิดพฤติกรรมแรงขับเป็นสภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลภายในร่างกายของมนุษย์ 
      1.2 ความวิตกกังวลความวิตกกังวลมีผลต่อการเรียนรู้หรือการกระทำพฤติกรรมความวิตกกังวลจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล 

2. สถานการณ์ต่างๆในสิ่งแวดล้อมย่อมจะส่งผลทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจแตกต่างกันเป็นต้นว่าส่งผลให้บุคคลเกิดความสับสนวุ่นวายหรืออื่นๆและวัฒนธรรมแต่ละสังคมย่อมจะส่งผลให้พัฒนาการของผู้เรียน แตกต่างกันด้วย ลักษณะสถานการณ์ต่างๆที่มีผลต่อแรงจูงใจได้แก่
        2.1 การแข่งขัน หมายถึง พฤติกรมของบุคคลที่มีต่อความปรารถนาจะเอาชนะผู้อื่น
        2.2 ความร่วมมือ หมายถึง แรงจูงใจที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแรงผลักดันทางสังคมีพฤติกรรมแบบประนีประนอม
ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ 
        2.3 การตั้งจุดมุ่งหมาย หมายถึง การที่บุคคลได้มีการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้มีผลทำให้บุคคลมีความพยายามที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อจะให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนตั้งไว้ 

3. ความเข้มแข็งของแรงจูงใจลักษณะของความเข้มแข็งของแรงจูงใจ ในแต่ละบุคคลย่อมจะมีแตกต่างกันและขึ้นอยู่กับลักษณะดังต่อไปนี้ ก. การเสริมแรหมายถึงการส่งเสริมบุคคลอื่นให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วให้มีความคงทนถาวรหรือเกิดซ้าๆ
การเสริมแรงมี2 ลักษณะ คือ
     1. การเสริมแรงทางบวก 
     2. การเสริมแรงทางลบ 
            

แรงจูงใจกับการกีฬาและการออกกําลังกาย

คำถามหลักในการศึกษาถึงแรงจูงใจกับการเล่นกีฬา คือ 
1. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาหรือการออกกําลังกาย
2. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาอยู่หรือการออกกําลังกาย 
3. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนหยุดหรือเลิกเล่นกีฬา


1. แรงจูงใจที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to initiate participating sport and/or exercise) หรือออกําลังกาย    
     1.1 เหตุผลเกี่ยวข้องกับความสวยงาม (Physical appearance)
     1.2 เหตุผลทางการแพทย์ (Medical reasons)
     1.3 เป็นเหตุผลทางสังคม (Affiliation) 
     1.4 การมีทัศนคติที่ดีต่อกีฬา (Attitude toward Sports) 

2. แรงจูงใจที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to continue participating sport and/or exercise)
      2.1 เหตุผลทางจิตวิทยา (Psychological Reasons) 
      2.2 เหตุผลทางสรีรวิทยา (Physiological Body Composition Reasons) 
      2.3 เหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (Situational Reasons) 
3. แรงจูงใจที่ทําให้คนเลิกเล่นกีฬาและ/หรือออกกําลังกาย (Motive to discontinue participating sport and/or exercise)
      3.1 มีปัญหาส่วนตัว(Personal Factors) 
      3.2 เหตุผลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ (Environmental Factors) 
      3.3 เหตุผลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม (Activity variables) 

ทฤษฎีแรงจูงใจทางการกีฬา

ทฤษฎีรวมถึงโมเดลแรงจูงใจต่างๆเป็นการอธิบายความต้องการของมนุษย์ว่ามีโครงสร้างอย่างไรเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแรงจูงใจ สิ่งสำคัญในการพิจารณาลักษณะแรงจูงใจของนักกีฬา คือ ระดับ ความมากน้อยของการปฏิบัติ ทิศทางที่จะไปสู่เป้าหมายและความต่อเนื่องสม่ำเสมอพฤติกรรมที่แสดงออกของนักกีฬามีผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนกกีฬาได้ทฤษฎีแรงจูงใจเกี่ยวกับการกีฬามีอยู่หลากหลายทฤษฎี

1.ทฤษฎีแรงจูงใจภายในและการประเมินความรู้  เป็นการอธิบายลักษณะแรงจูงใจว่าสามารถเกิดขึ้นเองได้โดยไม่มีรางวัลหรือสาเหตุ ภายนอกมาเกี่ยวข้องเป็นการเล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน

2.ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นการอธิบายแรงขับหรือสิ่งเร้าที่ทำให้บุคคลมีความพยายามมุ่งมั่นที่จะไปถึงเป้าหมายในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันกีฬาหากนักกีฬารับรู้ ว่าตนเองมีความสามารถจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง 

3.ทฤษฎีการอ้างสาเหตุเป็นการอธิบายการอ้างสาเหตุของนักกีฬา โดยเน้นที่การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง พื่อรักษาความภาคภูมิใจในตนเองซึ่งเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการเล่นกีฬาโดยอธิบายเหตุปัจจัยที่นักกีฬามักนำมาใช้อยู่เสมอ

4.ทฤษฎีการกำหนดเป้าหมาย  การกำหนดเป้าหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการรักษาระดับแรงจูงใจของนักกีฬา เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของเป้าหมายด้วยไม่เช่นนั้นการกำหนดเป้าหมายจะทำให้แรงจูงใจลดลงและเพิ่มความคับข้องใจมากขึ้นการกำหนดเป้าหมายที่ดีควรมีความเฉพาะเจาะจงและทำได้ยากขึ้นกว่าปกติ


แรงจูงใจกับความสําเร็จในการแข่งขันกีฬา

            การสร้างแรงจูงใจหรือการสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นกับนักกีฬาขณะทําการฝึกซ้อมนั้นย่อมเป็นเหตุที่สําคัญประการหนึ่งที่จะช่วยให้นักกีฬาประสบความสําเร็จในการแข่งขันด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันนี้เอง ผู้ฝึกสอนกีฬาหรือโค้ชทั้งหลายมักให้นักกีฬาที่ตนเองฝึกซ้อมนั้นได้มีส่วนร่วมกับการทํากิจกรรมต่าง ๆ เช่น ได้มีส่วนร่วมในการทดลองความสามารถของตนเอง ได้มีส่วนร่วมใน ความสนุกสนานทั้งภายในและภายนอกค่ายฝึกซ้อม 

 ชาญชัย โพธิคลัง f (2532: 51-53) กล่าวถึงนักกีฬาที่ประสบความสําเร็จในการฝึกซ้อมและแข่งขันนั้น เกิดจากการสร้างแรงจูงใจที่แตกต่างกันความพอใจที่ทําให้เขาประสบความสําเร็จที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จิตสํานึก
1. ความรู้สึกเกิดความภาคภูมิใจ
2. ความรู้สึกเพ้อฝัน
3. ความรู้สึกที่ว่าตนถูกเหยียดหยามหรือผูกพยาบาท
4. ความต้องการที่จะยกระดับตนเอง 
5. ความเชื่อมั่นในตนเองและการได้ค้นพบสิ่งใหม่ด้วยตนเอง