สิ่งที่กำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจที่จะกระทำ
( Direction and intensity) ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรม
มนุษย์แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆและความตั้งใจที่จะประพฤติหรือพยายาม
ที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์ ดังนั้น แรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางและระดับ ความตั้งใจความพยายามที่จะกระทำมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำหรือปฏิบัติ
ในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพและความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬา
แรงจูงใจถือได้ว่าเป็นหัวใจของจิตวิทยาการกีฬาเพราะแรงจูงใจเกี่ยวข้องต่อเนื่องตลอดชีวิตของการเป็นนักกีฬาและเป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการกระทำพฤติกรรมและความสามารถของมนุษย์แรงจูงใจในการเล่นกีฬาเกี่ยวข้องนับตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าร่วมจนเริ่มเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
แรงจูงใจที่ดีควรมีแรงกระตุ้นที่อยู่ในระดับที่พอเหมาะกล่าวคือไม่สูงหรือไม่ ต่ำจนเกินไปดังที่กล่าวไปแล้วแรงกระตุ้นมีค่าเป็นศูนย์เป็นกลาง ( neutral) แต่เมื่อบวกกับความคิดและอารมณ์จะทำให้แรงกระตุ้นนั้นเป็นได้ทั้งบวกและ ลบถ้าเป็นบวกเรียกว่าแรงจูงใจแต่ในทางตรงข้ามหากแรงกระตุ้นบวกกับความคิดที่เป็นลบจะเรียกว่าความวิตกกังวล
แรงจูงใจทางการกีฬา
แรงจูงใจทางการกีฬา
ความหมายของแรงจูงใจ
จากการศึกษาและค้นคว้าได้มีผู้ให้ความหมายของแรงจูงใจไว้มากมายดังตัวอย่างที่ยกมา ดังนี้
อร่าม ตั้งใจ (2539) กล่าวว่า แรงจูงใจในการกีฬา หมายถึง สิ่งที่กระตุ้นเร้าให้เราต้องมีส่วนร่วมในการกีฬาการที่คนเราอยากหรือไม่อยากเล่นกีฬานั้นไม่ได้ทำให้สมรรถภาพทางการกีฬาดีขึ้นแต่ถ้าอยากเล่น พอใจที่จะเล่นทำให้มีความพยายามมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อพบอุปสรรคก็ไม่หยุดเล่นกีฬาไปง่าย
สืบสาย บุญวีรบุตร (2541) กล่าวว่า แรงจูงใจ คือสิ่งที่กำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจที่จะกระทำหรือการประพฤติ
(Direction and intensity)
ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรมมนุษย์แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆ และความตั้งใจที่จะประพฤติหรือพยายามที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์
ดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจความพยายามที่จะกระทำมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำหรือปฏิบัติในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพและความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาจากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปความหมายของแรงจูงใจได้ว่าเป็นการกระตุ้น หรือ เร้าเพื่อช่วยให้เกิดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จบรรลุเป้าหมายมีแนวทางอันแน่นอน ซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการของตัวผู้กระทำเองหรือผู้กระทำได้รับสิ่งเร้าภายนอกการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนมีสาเหตุมาจากแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรม
แมร์ (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2542 ; อ้างอิงจาก Maire. n.d.)
อร่าม ตั้งใจ (2539) กล่าวว่า แรงจูงใจในการกีฬา หมายถึง สิ่งที่กระตุ้นเร้าให้เราต้องมีส่วนร่วมในการกีฬาการที่คนเราอยากหรือไม่อยากเล่นกีฬานั้นไม่ได้ทำให้สมรรถภาพทางการกีฬาดีขึ้นแต่ถ้าอยากเล่น พอใจที่จะเล่นทำให้มีความพยายามมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อพบอุปสรรคก็ไม่หยุดเล่นกีฬาไปง่าย
สืบสาย บุญวีรบุตร (2541) กล่าวว่า แรงจูงใจ คือสิ่งที่กำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจที่จะกระทำหรือการประพฤติ
(Direction and intensity)
ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรมมนุษย์แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆ และความตั้งใจที่จะประพฤติหรือพยายามที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์
ดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางและระดับความตั้งใจความพยายามที่จะกระทำมีความมุ่งมั่นที่จะกระทำหรือปฏิบัติในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพและความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาจากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปความหมายของแรงจูงใจได้ว่าเป็นการกระตุ้น หรือ เร้าเพื่อช่วยให้เกิดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสำเร็จบรรลุเป้าหมายมีแนวทางอันแน่นอน ซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการของตัวผู้กระทำเองหรือผู้กระทำได้รับสิ่งเร้าภายนอกการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนมีสาเหตุมาจากแรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์จึงจำเป็นต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรม
แมร์ (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2542 ; อ้างอิงจาก Maire. n.d.)
กล่าวว่า การจูงใจเป็นกระบวนการซึ่งการแสดงออกของพฤติกรรมได้รับอิทธิพลจากจุดมุ่งหมายที่พฤติกรรมนั้นมุ่งไปสู่จุดหมาย
ความสาคัญของแรงจูงใจ
แรงจูงใจ มีความสาคัญโดยตรงต่อพฤติกรรมของบุคคลเพราะแรงจูงใจจะเป็นทั้งสภาวะที่ผลักดันและดึงให้บุคคลแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันซึ่งการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลจึงต้องทำความเข้าใจกับแรงจูงใจของคนๆนั้นว่าบุคคลนั้นมีแรงจูงใจอยู่ในประเภทใดระดับใด
(มุกดา ศรียงค์, 2540) ดังนั้น การทำความเข้าใจกับกระบวนการจูงใจ แนวคิดและทฤษฎีของแรงจูงใจจะช่วยให้บุคคลได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆคือ
1.เข้าใจในพฤติกรรมของตนเองจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมตนให้สามารถเลือกพฤติกรรมให้ เหมาะสมและบังคับมิให้ตนเองแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาได้
2.เข้าใจในพฤติกรรมของผู้อื่นอันจะช่วยให้คนเราควบคุมพฤติกรรมของบุคคลอื่นได้ด้วย
3.เข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มสังคมเพื่อสร้างสถานการณ์จูงใจให้กลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมไปในแนวทางที่ถูกต้องดังนั้นการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากแรงจูงใจทั้งสิ้นเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์ จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์การจูงใจไม่ใช่ตัวพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่สามารถมองเห็นได้โดยตรงแต่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยอธิบายขั้นตอนการเกิดพฤติกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
(มุกดา ศรียงค์, 2540) ดังนั้น การทำความเข้าใจกับกระบวนการจูงใจ แนวคิดและทฤษฎีของแรงจูงใจจะช่วยให้บุคคลได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆคือ
1.เข้าใจในพฤติกรรมของตนเองจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมตนให้สามารถเลือกพฤติกรรมให้ เหมาะสมและบังคับมิให้ตนเองแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาได้
2.เข้าใจในพฤติกรรมของผู้อื่นอันจะช่วยให้คนเราควบคุมพฤติกรรมของบุคคลอื่นได้ด้วย
3.เข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มสังคมเพื่อสร้างสถานการณ์จูงใจให้กลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมไปในแนวทางที่ถูกต้องดังนั้นการแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากแรงจูงใจทั้งสิ้นเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์ จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์การจูงใจไม่ใช่ตัวพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่สามารถมองเห็นได้โดยตรงแต่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยอธิบายขั้นตอนการเกิดพฤติกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แหล่งที่มาhttps://www.youtube.com/watch?v=VqEsKfTmEKw&t=8s
ทฤษฎีแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาได้นาองค์ประกอบทางด้านความต้องการพื้นฐานด้านชีววิทยาด้านอารมณ์ด้านสติปัญญาและองค์ประกอบด้านสังคมมาเป็นแนวคิดในการสร้างทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าทำไมมนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมที่แสดงอยู่ความเป็นจริงแล้วไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่สามารถอธิบายทุกด้านของแรงจูงใจได้ทั้งหมดดังทฤษฎีแรงจูงใจต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎีความต้องการความสุขส่วนตัว (อบรม สินภิบาล, ม.ป.ป.) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าคนทุกคนมีความต้องการแสวงหาความสุขส่วนตัว ลักษณะความต้องการแสวงหาความสุขจึงเป็นแรงจูงใจหรือตัวเร้าที่ทำให้บุคคลได้มีการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ
2. ทฤษฎีสัญชาตญาณ (สุชาดา สุธรรมรักษ์, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวคนมาตั้งแต่กำเนิดทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆโดยไม่จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู
3. ทฤษฎีแรงขับ(โยธิน ศันสนยุทธ, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าพฤติกรรมและการกระทำของคนมีส่วนสัมพันธ์แรงขับภายในของแต่ละบุคคลแรงขับมีลักษณะที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือแรงขับภายในร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการของร่างกายและแรงขับภายนอกร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการทางสติปัญญา
อารมณ์และสังคม
4. ทฤษฎีความคาดหวัง (Hilgard, 1962) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าถ้าความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับแตกต่างมากคนเราจะเกิดความผิดหวังหมดกำลังใจการจัดความคาดหวังหรือการตั้งจุดมุ่งหมายของคนเราให้อยู่ในระดับความสามารถที่เขาจะทำได้สำเร็จ
แรงจูงใจลำดับที่ 2 คือ แรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเองและทรัพย์สินเมื่อต้องการอันดับแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ก็เกิดความต้องการที่จะรักษาชีวิตทรัพย์สินและสิ่งอื่นของตนให้มั่นคงปลอดภัย
แรงจูงใจลำอันดับที่ 3 คือ แรงจูงใจเพื่อเป็นเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนมีชาติตระกูลมีครอบครัวมีสถาบันมีครูมีโรงเรียนมีที่ทำงาน ฯลฯ กับความต้องการถูกรักและได้รักจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำอันดับที่ 4 คือ แรงจูงใจเพื่อการแสวงหาและรักศักดิ์ศรีเกียรติยศทั้งด้วยส านึกของตนเองและ ด้วยการกล่าวขวัญยกย่องเชิดชูจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำดับที่ 5 คือ แรงจูงใจเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัติตนตามความสามารถและสุดความสามารถโดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ
1. ทฤษฎีความต้องการความสุขส่วนตัว (อบรม สินภิบาล, ม.ป.ป.) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าคนทุกคนมีความต้องการแสวงหาความสุขส่วนตัว ลักษณะความต้องการแสวงหาความสุขจึงเป็นแรงจูงใจหรือตัวเร้าที่ทำให้บุคคลได้มีการกระทำหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ
2. ทฤษฎีสัญชาตญาณ (สุชาดา สุธรรมรักษ์, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า สัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ติดตัวคนมาตั้งแต่กำเนิดทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆโดยไม่จำเป็นจะต้องมีการเรียนรู
3. ทฤษฎีแรงขับ(โยธิน ศันสนยุทธ, 2531) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าพฤติกรรมและการกระทำของคนมีส่วนสัมพันธ์แรงขับภายในของแต่ละบุคคลแรงขับมีลักษณะที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือแรงขับภายในร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการของร่างกายและแรงขับภายนอกร่างกายเป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการทางสติปัญญา
อารมณ์และสังคม
4. ทฤษฎีความคาดหวัง (Hilgard, 1962) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าถ้าความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับแตกต่างมากคนเราจะเกิดความผิดหวังหมดกำลังใจการจัดความคาดหวังหรือการตั้งจุดมุ่งหมายของคนเราให้อยู่ในระดับความสามารถที่เขาจะทำได้สำเร็จ
ภาพที่6.1 ทฤษฎีลำดับขั้นแรงจูงใจของมาสโลว์(Maslow)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Maslow%27s_hierarchy_of_needs.svg
แรงจูงใจลำดับที่ 1 คือ แรงจูงใจพื้นฐานที่มนุษย์ต้องได้รับการตอบสนองเป็นแรงจูงใจทางสรีรวิทยา เช่น มีอาหารรับประทานไม่โหยหิว มีที่อยู่อาศัยมียารักษาโรคมีเครื่องนุ่งห่มกันร้อนกันหนาวฯลฯ
จึงพัฒนาความต้องการประเภทอื่นๆตามมา
จึงพัฒนาความต้องการประเภทอื่นๆตามมา
แรงจูงใจลำดับที่ 2 คือ แรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเองและทรัพย์สินเมื่อต้องการอันดับแรกได้รับการตอบสนองแล้ว ก็เกิดความต้องการที่จะรักษาชีวิตทรัพย์สินและสิ่งอื่นของตนให้มั่นคงปลอดภัย
แรงจูงใจลำอันดับที่ 3 คือ แรงจูงใจเพื่อเป็นเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนมีชาติตระกูลมีครอบครัวมีสถาบันมีครูมีโรงเรียนมีที่ทำงาน ฯลฯ กับความต้องการถูกรักและได้รักจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำอันดับที่ 4 คือ แรงจูงใจเพื่อการแสวงหาและรักศักดิ์ศรีเกียรติยศทั้งด้วยส านึกของตนเองและ ด้วยการกล่าวขวัญยกย่องเชิดชูจากผู้อื่น
แรงจูงใจลำดับที่ 5 คือ แรงจูงใจเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัติตนตามความสามารถและสุดความสามารถโดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ
ประเภทของแรงจูงใจ
แรงจูงใจไม่เพียงแต่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรมที่ต่างกันเท่านั้น แรงจูงใจยังเป็นสิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดความต้องการหรือความโน้มเอียงที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมมุ่งจุดมุ่งหมายอีกด้วยจากเหตุผลนี้เองจึงทำให้มีผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจเป็นอย่างมากและได้พยายามจำแนกประเภทของแรงจูงใจไปตามแรงจูงใจต่างๆ ดังนี้
นักจิตวิทยาได้พยายามใช้หลักเกณฑ์ต่างๆในการจำแนกประเภทของแรงจูงใจวิธีการหนึ่งคือการแบ่งออกตามพื้นฐานของการเกิดแรงจูงใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่ดีทำด้วยความเต็มใจโดยถือว่าการบรรลุในกิจกรรมนั้นเป็นรางวัลอยู่แล้ว
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในมี 3 ประการ
1.1 ความสนใจ
1.2 ความต้องการ
1.3 ทัศนคติ
2. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกมาเพราะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเร้าไม่ได้ทำเพื่อความสำเร็จในสิ่งนั้นเลย เช่นการกระทำเพื่อต้องการรางวัล ตำแหน่ง และ เกรด เป็นต้น
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายนอกมี 3 ประการคือ
2.1 เป้าหมาย
2.2 การรู้เรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้า
2.3 สิ่งจูงใจ
นักจิตวิทยาได้พยายามใช้หลักเกณฑ์ต่างๆในการจำแนกประเภทของแรงจูงใจวิธีการหนึ่งคือการแบ่งออกตามพื้นฐานของการเกิดแรงจูงใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่ดีทำด้วยความเต็มใจโดยถือว่าการบรรลุในกิจกรรมนั้นเป็นรางวัลอยู่แล้ว
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในมี 3 ประการ
1.1 ความสนใจ
1.2 ความต้องการ
1.3 ทัศนคติ
2. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่แสดงออกมาเพราะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเร้าไม่ได้ทำเพื่อความสำเร็จในสิ่งนั้นเลย เช่นการกระทำเพื่อต้องการรางวัล ตำแหน่ง และ เกรด เป็นต้น
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดแรงจูงใจภายนอกมี 3 ประการคือ
2.1 เป้าหมาย
2.2 การรู้เรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้า
2.3 สิ่งจูงใจ
องค์ประกอบที่มีผลต่อแรงจูงใจ
อารี พันธุ์มณี (2534) กล่าวว่า แรงจูงใจจัดว่ามีผลต่อการเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลเป็นอันมากเพราะการที่บุคคลเกิดแรงจูงใจในการที่จะกระทำพฤติกรรมย่อมจะทำให้พฤติกรรมหรือการเรียนรู้ใน
สิ่งนั้นๆย่อมมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าบุคคลที่ไม่เกิดแรงจูงใจลักษณะของแรงจูงใจของบุคคลจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ธรรมชาติของแต่ละบุคคลทุกคนมีธรรมชาติของคนแตกต่างกับคนอื่น หรือ มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งประกอบด้วย
1.1 แรงขับ แรงขับของบุคคลจัดว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการเกิดพฤติกรรมแรงขับเป็นสภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลภายในร่างกายของมนุษย์
1.2 ความวิตกกังวลความวิตกกังวลมีผลต่อการเรียนรู้หรือการกระทำพฤติกรรมความวิตกกังวลจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล
2. สถานการณ์ต่างๆในสิ่งแวดล้อมย่อมจะส่งผลทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจแตกต่างกันเป็นต้นว่าส่งผลให้บุคคลเกิดความสับสนวุ่นวายหรืออื่นๆและวัฒนธรรมแต่ละสังคมย่อมจะส่งผลให้พัฒนาการของผู้เรียน แตกต่างกันด้วย ลักษณะสถานการณ์ต่างๆที่มีผลต่อแรงจูงใจได้แก่
2.1 การแข่งขัน หมายถึง พฤติกรมของบุคคลที่มีต่อความปรารถนาจะเอาชนะผู้อื่น
2.2 ความร่วมมือ หมายถึง แรงจูงใจที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแรงผลักดันทางสังคมีพฤติกรรมแบบประนีประนอม
ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ
2.3 การตั้งจุดมุ่งหมาย หมายถึง การที่บุคคลได้มีการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้มีผลทำให้บุคคลมีความพยายามที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อจะให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนตั้งไว้
3. ความเข้มแข็งของแรงจูงใจลักษณะของความเข้มแข็งของแรงจูงใจ ในแต่ละบุคคลย่อมจะมีแตกต่างกันและขึ้นอยู่กับลักษณะดังต่อไปนี้ ก. การเสริมแรหมายถึงการส่งเสริมบุคคลอื่นให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วให้มีความคงทนถาวรหรือเกิดซ้าๆ
การเสริมแรงมี2 ลักษณะ คือ
1. การเสริมแรงทางบวก
2. การเสริมแรงทางลบ
1. ธรรมชาติของแต่ละบุคคลทุกคนมีธรรมชาติของคนแตกต่างกับคนอื่น หรือ มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งประกอบด้วย
1.1 แรงขับ แรงขับของบุคคลจัดว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการเกิดพฤติกรรมแรงขับเป็นสภาวะที่เกิดจากความไม่สมดุลภายในร่างกายของมนุษย์
1.2 ความวิตกกังวลความวิตกกังวลมีผลต่อการเรียนรู้หรือการกระทำพฤติกรรมความวิตกกังวลจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล
2. สถานการณ์ต่างๆในสิ่งแวดล้อมย่อมจะส่งผลทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจแตกต่างกันเป็นต้นว่าส่งผลให้บุคคลเกิดความสับสนวุ่นวายหรืออื่นๆและวัฒนธรรมแต่ละสังคมย่อมจะส่งผลให้พัฒนาการของผู้เรียน แตกต่างกันด้วย ลักษณะสถานการณ์ต่างๆที่มีผลต่อแรงจูงใจได้แก่
2.1 การแข่งขัน หมายถึง พฤติกรมของบุคคลที่มีต่อความปรารถนาจะเอาชนะผู้อื่น
2.2 ความร่วมมือ หมายถึง แรงจูงใจที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแรงผลักดันทางสังคมีพฤติกรรมแบบประนีประนอม
ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ
2.3 การตั้งจุดมุ่งหมาย หมายถึง การที่บุคคลได้มีการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้มีผลทำให้บุคคลมีความพยายามที่จะกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อจะให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนตั้งไว้
3. ความเข้มแข็งของแรงจูงใจลักษณะของความเข้มแข็งของแรงจูงใจ ในแต่ละบุคคลย่อมจะมีแตกต่างกันและขึ้นอยู่กับลักษณะดังต่อไปนี้ ก. การเสริมแรหมายถึงการส่งเสริมบุคคลอื่นให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วให้มีความคงทนถาวรหรือเกิดซ้าๆ
การเสริมแรงมี2 ลักษณะ คือ
1. การเสริมแรงทางบวก
2. การเสริมแรงทางลบ
แรงจูงใจกับการกีฬาและการออกกําลังกาย
คำถามหลักในการศึกษาถึงแรงจูงใจกับการเล่นกีฬา คือ
1. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาหรือการออกกําลังกาย
2. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาอยู่หรือการออกกําลังกาย
3. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนหยุดหรือเลิกเล่นกีฬา
1. แรงจูงใจที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to initiate participating sport and/or exercise) หรือออกําลังกาย
1.1 เหตุผลเกี่ยวข้องกับความสวยงาม (Physical appearance)
1.2 เหตุผลทางการแพทย์ (Medical reasons)
1.3 เป็นเหตุผลทางสังคม (Affiliation)
1.4 การมีทัศนคติที่ดีต่อกีฬา (Attitude toward Sports)
2. แรงจูงใจที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to continue participating sport and/or exercise)
2.1 เหตุผลทางจิตวิทยา (Psychological Reasons)
2.2 เหตุผลทางสรีรวิทยา (Physiological Body Composition Reasons)
2.3 เหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (Situational Reasons)
3. แรงจูงใจที่ทําให้คนเลิกเล่นกีฬาและ/หรือออกกําลังกาย (Motive to discontinue participating sport and/or exercise)
3.1 มีปัญหาส่วนตัว(Personal Factors)
3.2 เหตุผลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ (Environmental Factors)
3.3 เหตุผลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม (Activity variables)
1. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาหรือการออกกําลังกาย
2. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาอยู่หรือการออกกําลังกาย
3. ทําไมหรือ แรงจูงใจอะไรที่ทําให้คนหยุดหรือเลิกเล่นกีฬา
1. แรงจูงใจที่ทําให้คนเริ่มเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to initiate participating sport and/or exercise) หรือออกําลังกาย
1.1 เหตุผลเกี่ยวข้องกับความสวยงาม (Physical appearance)
1.2 เหตุผลทางการแพทย์ (Medical reasons)
1.3 เป็นเหตุผลทางสังคม (Affiliation)
1.4 การมีทัศนคติที่ดีต่อกีฬา (Attitude toward Sports)
2. แรงจูงใจที่ทําให้คนยังคงเล่นกีฬาและ/หรือการออกกําลังกาย (Motives to continue participating sport and/or exercise)
2.1 เหตุผลทางจิตวิทยา (Psychological Reasons)
2.2 เหตุผลทางสรีรวิทยา (Physiological Body Composition Reasons)
2.3 เหตุผลทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (Situational Reasons)
3. แรงจูงใจที่ทําให้คนเลิกเล่นกีฬาและ/หรือออกกําลังกาย (Motive to discontinue participating sport and/or exercise)
3.1 มีปัญหาส่วนตัว(Personal Factors)
3.2 เหตุผลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ (Environmental Factors)
3.3 เหตุผลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม (Activity variables)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



